เด็กพิเศษ....พัฒนาได้
สำหรับคนที่เป็นพ่อ-แม่ คงไม่มีอะไรที่สำคัญกว่าการที่ลูกมีความแข็งแรง สมบูรณ์ทั้ง ร่างกายและจิตใจ แต่สำหรับพ่อ-แม่บางคนอาจต้องรับมือกับการที่ลูก “เป็นเด็กพิเศษ วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ อย่างสมาธิสั้น และพัฒนาการเรียนรู้ มาแนะนำกันพ่อๆแม่ๆ
สมาธิสั้น คือ เด็กที่มีพฤติกรรม ซึ่งประกอบด้วย
- ซน อยู่ไม่นิ่ง เคลื่อนไหวตลอดเวลา เด็กจะมีอาการซน ยุกยิก นั่งนิ่งไม่ค่อยได้ ต้องลุกเดินหรือขยับตัวไปมา ประสบอุบัติเหตุ บ่อย ๆ เล่นโลดโผน ไม่ใส่ใจการเรียน ให้ความสนใจกิจกรรมได้ไม่นาน ในวัยรุ่นจะแสดงท่าทางกระสับกระส่ายกระวนกระวายใจเวลาต้องนั่งอยู่นิ่งๆ
- ขาดสมาธิ โดยจะไม่สามารถจดจ่ออยู่กับการทำงานได้นาน ทำงาน ไม่สำเร็จ เบื่อง่าย ขาดความตั้งใจที่จะทำ ผลงานมักไม่เรียบร้อย ตกๆ หล่นๆ ไม่รับผิดชอบการทำงาน ขี้ลืมทำของใช้ส่วนตัวหายเป็นประจำ มีปัญหาในการปฏิบัติตามคำสั่งที่ซับซ้อน ต้องบอกหลายครั้ง
- ขาดการยับยั้งใจตัวเอง มักจะทำตามใจตนเอง หุนหันพลันแล่น ขาดการยั้งคิดทำไปด้วยอารมณ์ ประมาท ทำงานบกพร่องผิดพลาด ก้าวร้าว เกเร มีพฤติกรรมเสี่ยง อันตรายต่อตนเองและผู้อื่น
-
หลักการสังเกตเด็กที่สงสัยว่า “โรคสมาธิสั้น”- ไม่ตั้งใจเรียน วอกแวก เหม่อลอย ลืมคำสั่ง
- จดงานไม่ทัน โอ้เอ้ ลืมทำการบ้าน ลืมส่งการบ้าน
- ซน ไม่นิ่ง โลดโผน เกิดอุบัติเหตุบ่อย
- พูดมาก พูดสอดแทรก ไม่รอ แซงคิว
- ผลการเรียนไม่สม่ำเสมอ แต่วิชาที่ชอบจะทำได้ดี
- ถ้ามีคนดูแลจะตั้งใจเรียนได้มากขึ้น
เด็กแอลดี หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ซึ่งแบ่งได้ความบกพร่องได้ดังนี้
- ความบกพร่องทางด้านการอ่าน เด็กมีความบกพร่องทางการจดจำพยัญชนะ สระ ขาดทักษะในการสะกดคำและเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างจำกัด จึงอ่านหนังสือไม่ออกหรืออ่านศัพท์ง่ายๆ แต่มักอ่านผิด อ่านตะกุกตะกัก
- ความบกพร่องด้านการเขียนสะกดคำ เด็กมีความบกพร่องในการเขียนพยัญชนะ สระ ตัวสะกด วรรณยุกต์ และการันต์ไม่ถูกต้องตามหลักภาษาไทย จึงมักเขียนหนังสือและสะกดผิด มีปัญหาเรื่องการใช้คำศัพท์การแต่งประโยค และการสรุปเนื้อหาสำคัญ ทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดความคิด ผ่านการเขียนได้ตามระดับชั้นเรียน แต่สามารถลอกตัวหนังสือตามแบบได้
- ความบกพร่องทางคณิตศาสตร์ เด็กขาดทักษะและความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเลข การนับจำนวน จำสูตรคูณ การใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ จึงไม่สามารถคิดหาคำตอบจากการบวก ลบ คูณ หาร ตามกฏเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ได้
หลักการสังเกตเด็กที่สงสัยว่าเป็น “แอลดี”
“วัยอนุบาล” มีข้อสังเกตได้ดังนี้ - เด็กมีประวัติเริ่มพูดช้า เช่น พูดคำแรก เมื่ออายุ 1 ขวบครึ่ง หรือ 2 ขวบ
- เด็กมีประวัติพูดไม่ชัด หรือยังมีการออกเสียงไม่ขัดในบางพยัญชนะ
- มีการพูดสลับคำ เรียงประโยคไม่ถูก เช่น “หนูอยากขนมกิน" , "ขนมหนูกิน”
- พูดตะกุกตะกัก หรือบอกชื่อวัตถุที่ต้องการไม่ได้ ได้แต่ชี้สิ่งของนั้น
- มีปัญหาการสื่อสาร เช่น พูดแล้วคนอื่นฟังไม่เข้าใจ หรือฟังคนอื่นไม่เข้าใจ
- มีปัญหาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กมีลักษณะงุ่มง่าม เชื่องช้า เช่น การหยิบสิ่งของ การผูกเชือกรองเท้า ติดกระดุมเสื้อ จับดินสอไม่ถนัด เขียนหนังสือแล้วเมื่อยเร็ว
- มีปัญหาการใช้สายตาร่วมกับมือ เช่น การกะระยะห่างระหว่างสิ่งของ การแยกวัตถุเล็กๆ การแยกภาพออกจากพื้นหลัง
“วัยประถมศึกษา” มีข้อสังเกตดังนี้
- ดูฉลาดหรือปกติดี แต่มีปัญหาการเรียน
- อ่านผิด ไม่คล่อง อ่านข้าม อ่านตกหล่น อ่านเกิน
- ผสมคำ ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่เป็น จับใจความไมได้
- เขียนผิด เขียนไม่คล่อง ผิดบ่อย
- คิดเลขผิด/ไม่คล่อง ความคิดรวบยอด (บวก ลบ คูณ หารไม่เป็น/ไม่ถูกวิธี)
- คะแนนไม่ดีอาจเป็นเฉพาะบางวิชา
- ไม่ค่อยมองหน้า สบตาน้อย เล่นคนเดียว ไม่เล่นกับเพื่อน
- เล่นไม่ค่อยเป็น เล่นแปลกๆ ซ้ำๆ
- มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร พูดไม่เป็นภาษา แสดงอารมณ์น้อยหรือไม่เหมาะสม
- อาจมีความจำดี เรียนรู้บางด้านเร็วมาก
- ความร่วมมือในการเรียนไม่แน่นอน
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลสำหรับคุณพ่อและคุณแม่ ที่เอาไว้สังเกตลูกๆของเรา ว่าอยู่ในอาการที่จะเป็นเด็กพิเศษหรือไม่ และสำหรับท่านใดที่มีความกังวล อย่ากลัวหรืออายที่จะเข้ารับคำปรึกษาจากหมอ เพราะยิ่งทราบเร็วก็ทำให้เข้ารับการดูแลได้เร็ว เพื่อพัฒนาการที่สมวัยของลูกน้อย โดยอยากให้เข้าใจว่า “เด็กทุกๆ คน มีโอกาสได้รับการพัฒนา และเด็กทุกคนมีจุดแข็งของตนเอง การแก้ไขปัญหา และการเข้ารับการดูแลรักษา การพบแพทย์นั้นเป็นเพียงการลดจุดอ่อนของลูก และเป็นการทำให้ลูกได้รับรู้ถึงปัญหาของตนเองแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการดีกว่าปล่อยให้ลูกหงุดหงิดกับตัวเอง และรู้สึกแย่กับตนเองลงไปเรื่อยๆ
แชร์ไปยัง :