ปัจจัยความสำเร็จทางการศึกษาของเด็ก
โดย พญ.ชนม์นิภา บุตรวงษ์
แพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลเฉพาะทางแม่และเด็กแพทย์รังสิต
หลายท่านอาจนึกถึงเรื่องความฉลาดทางสติปัญญา แต่ความฉลาดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัจจัยสู่ความสำเร็จ อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยอื่นๆ ภายในตัวเด็กที่มีผลต่อความสำเร็จทางการศึกษา เช่น การขาดแรงจูงใจ ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ ทัศนคติเชิงลบ ลักษณะบุคลิกภาพ และปัจจัยภายนอก เช่น รูปแบบและระบบการศึกษา ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและโรงเรียน เป็นต้น
จากงานวิจัยพบว่าความสำเร็จทางการศึกษา เกี่ยวข้องกับการมีความสมดุลทางอารมณ์ การมีความขยันและอดทน มีความสามารถที่จะสร้างความสงบภายในตนเองได้ มีความมั่นใจในตนเอง ในขณะที่ความสำเร็จทางการเรียนน้อยนั้นจะสัมพันธ์กับอารมณ์กลัว กังวล หุนหันพลันแล่น อารมณ์ไม่คงที่
แต่ถึงแม้จะมีปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้นในระหว่างที่เด็กกำลังศึกษา และเด็กอาจยังไม่ได้มีปัจจัยภายในตนเองที่มั่นคง พบว่ายังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความสำเร็จทางการศึกษาได้ คือ การมีความยืดหยุ่น เป็นความสามารถที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคที่เข้ามาท้าทาย โดยความยืดหยุ่น หมายถึง ความสามารถของแต่ละบุคคลในการฟื้นตัวขึ้นเมื่อเผชิญกับปัญหา
การช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความยืดหยุ่น และฟื้นตัวได้หลังประสบปัญหาทำได้อย่างไร? มีผลการศึกษาสนับสนุนว่ารูปแบบการสื่อสารที่ดีในครอบครัว มีความสัมพันธ์กับการส่งเสริมให้เด็กมีความยืดหยุ่นเมื่อเผชิญกับปัญหาได้มากขึ้น และมีความสำคัญต่อพฤติกรรมทางสังคมที่ดีของเด็ก การที่สมาชิกในครอบครัวมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างอิสระ สม่ำเสมอต่อเนื่อง มีการแบ่งปันกิจกรรม ความคิด และความรู้สึกของตนระหว่างกันในครอบครัว เห็นคุณค่าของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จะช่วยส่งเสริมทักษะดังกล่าวข้างต้น
การสื่อสารที่ดีระหว่างพ่อแม่และลูก เป็นรากฐานของความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เข้มแข็ง การพัฒนาทักษะการสื่อสารที่ดีช่วยให้ผู้ปกครองทราบปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ การสื่อสารที่ดียังเป็นการสนับสนุนพฤติกรรมเชิงบวกของเด็ก
ดังนั้น ก่อนที่ผู้ปกครองจะเริ่มต้นสื่อสารควรมีการเตรียมตนเองก่อน เช่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมในการพูดคุยกับเด็ก ผู้ปกครองได้รวบรวมความคิดของตนเองเบื้องต้นก่อนที่จะเข้าไปพูดคุยกับเด็ก และผู้ปกครองอยู่ในสภาวะใจเย็นสามารถอดทนได้
ทักษะการสื่อสารที่สำคัญ ได้แก่ :
1.การตั้งคำถาม เพราะคำตอบที่สำคัญมาจากการตั้งคำถามที่ดี ควรใช้คำถามปลายเปิด โดยเริ่มต้นคำถามที่แสดงความสนใจความรู้สึกของเด็ก อย่าตำหนิ หรือตัดสินผิดถูก เช่น "ฟังดูเหมือนสถานการณ์นี้ยากลำบาก หนูรู้สึกอย่างไรบ้าง" "หนูทำอย่างไรเพื่อให้ผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนั้นได้"
2.การรับฟังอย่างตั้งใจด้วยท่าทางและสีหน้าที่สงบ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญ หลีกเลี่ยงการถามหรือพูดแทรกที่อาจขัดจังหวะการสื่อสารของเด็ก
3.ส่งเสริมการแก้ปัญหา เช่น "ในสถานการณ์นั้น หนูคิดว่าอะไรจะเป็นวิธีที่ดีกว่าในการรับมือกับสิ่งนั้น"
4. การสังเกต ดูปฏิกิริยาท่าทางและสีหน้าของเด็กว่าเด็กรู้สึกอย่างไรร่วมกับการรับฟังอย่างตั้งใจ ผู้ปกครองควรรอสักพัก และช่วยให้เด็กได้ผ่อนคลายท่าทาง ผ่อนคลายลมหายใจ จนกว่าท่าทางของเด็กบรรเทาลงดูปฏิกิริยาทางร่างกายของเด็กสงบขึ้น จึงค่อยสนทนาต่อ จะทำให้เด็กรู้สึกสบายใจที่จะบอกเล่าปัญหากับผู้ปกครอง
5. ควบคุมอารมณ์ของผู้ปกครองบางครั้งการพูดคุยกับเด็กทำให้เกิดความรู้สึกรุนแรง ซึ่งอารมณ์ที่ไม่สงบเหล่านั้นจะขัดขวางการสนทนา ทำให้ไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริงและรบกวนการคิดแก้ปัญหา
การทำตามขั้นตอนดังกล่าวเบื้องต้นจะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถพูดคุยกับเด็กไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ และช่วยให้เด็กมีวิธีเผชิญกับปัญหาได้เหมาะสม มีความอดทนและยืดหยุ่นขึ้น สามารถฟื้นขึ้นจากปัญหาและกลับเข้าสู่สมดุลใหม่ได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
สามารถติดต่อนัดหมาย หรือรับคำปรึกษาเพิ่มเติม ได้ที่ โรงพยาบาลเฉพาะทางแม่และเด็กแพทย์รังสิต หรือ ติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-998-9888 ต่อ 3216 , 3217 ได้ในเวลา 08.00-20.00 น.นะคะ
ด้วยความห่วงใย จาก #โรงพยาบาลเฉพาะทางแม่และเด็กแพทย์รังสิต
-----
ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมดีๆ จากกลุ่มโรงพยาบาลแพทย์รังสิตได้ที่
Inbox :
https://bit.ly/2xNaFc1
Line :
https://bit.ly/33p9nzw
#patRangsit
#โรงพยาบาลแพทย์รังสิต
#โรงพยาบาลเฉพาะทางแม่และเด็กแพทย์รังสิต #จิตเวช #เด็ก #วัยรุ่น
#Mother
#Child
#Hospital
#ความสำเร็จ #การศึกษา #การสื่อสาร #ความสัมพันธ์
< กลับ
แชร์ไปยัง :
" patRangsit คุณภาพ มาตรฐานสากล "
×
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เพื่อการนำเสนอเนื้อหาที่ดี รวมถึงการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากคุณใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆนั้น แสดงว่าคุณยอมรับนโยบายคุกกี้และนโยบายส่วนบุคคลของเรา
ยอมรับ
เรียนรู้เพิ่มเติม